ว่างๆ ก็นึกเล่นๆ ขำนะคะพี่น้อง ^^" ...ขอย้ำว่ากล้อง...ไม่ใช่คนที่ถือกล้องนะ อิอิ


:: Khapui ::

Nikon - หล่อ คม เข้ม มีสายตาที่ทำให้สาวๆใจละลายได้เลยทีเดียว
Canon - มาตรฐานชายไทยที่ใครๆก็หันมอง
Sony - หนุ่มโรแมนติก
Olympus - พ่อเทพบุตร ผู้มีรัศมีเรืองรองรอบกาย
Fuji - ชายผู้ใช้ชีวิตเรียบง่าย อย่างชาญฉลาด
Kodak - ชายผู้ยึดมั่นในขนบประเพณี
Leica - ชายนักปราญช์ ผู้มีความคิดอันแหล่มคม
Ricoh - เรียบหรู ดูดี มีชาิติตระกูล
Voigtlander - ชายชาติทหาร แกร่งกล้า




ไปต่างจังหวัดคราวนี้ ไม่ได้มีรูปมาฝากหลายโหลดังเช่นที่คาดหวังไว้ เนื่องจากไม่สบายด้วยอาการอ่อนเพลียและปวดหัวติดต่อกันสองวัน
ประกอบกับตั้งใจจะไปถ่ายงานแต่งงานของพี่ ซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องคนโตสุด แต่ฝนดันตกจนได้ เลยอดแห่ขบวนขันหมากเลย ส่วนพิธีบนเรือนภาพก็ไ่ม่สวยเท่าไหร่ เนื่องจากบ้านมันก็มืดๆ ภายนอกปราศจากแสงแดด มีเพียงแสงไฟนีออนเท่านั้น และฉันก็ไม่สามารถลุกไปไหนมาไหนได้มาก เนื่องจากญาติผู้ใหญ่เขาก็นั่งกันตรงพื้น งานนี้ไม่ค่อยสนุกเท่าไหร่ แต่ก็ได้เห็นพิธีที่แปลกตาดี

ภาพนี้ข้างบนที่เห็นนี้ ถ่ายที่ทะเลสาบแถวบ้าน ฉันชอบนั่งมองพระอาทิตย์ตกยามเย็น และมีลมเย็นๆมากระทบที่หน้า มีอยู่วันหนึ่งที่ฉันรู้สึกเสียดาย ทไม่ได้เอากล้องติดไปด้วยในวันที่พระอาทิตย์ตกสวยถูกใจ และจับใจจริงๆ ฉันได้แต่บันทึกลงในสมุดบันทึก และ่ถ่ายภาพเก็บไว้ในมือถือ ใครทักภาพนั้นในมือถือทีไร ฉันก็อดไม่ได้ที่จะเล่าว่า จริงๆแล้วแสง สี ในภาพเป็นยังไง ฉันยังคงจำภาพและความรู้สึกนั้นได้...บางทีการบันทึกภาพด้วย "เลนส์ธรรมชาติ" ก็สวยจับใจไม่รู้ลืม

ฉันเพิ่งรู้มาว่าการถ่ายภาพ หรือ "Photography" นั้นมีรากศัพท์มาจากภาษากรีก หมายถึง "การวาดภาพด้วยแสง" Photo นั้นหมายถึงแสง ยิ่งฉันทราบความหมายของมัน ก็ยิ่งทำให้ฉันรักการถ่ายภาพมากยิ่งขึ้น ทั้งหมดทั้งปวงที่ฉันกำลังทำอยู่นี้ ก็คือฉันกำลังเล่นอยู่กับแสงนี่เอง ฉันนึกถึงภาพตัวฉันกำลังจับพู่กัน จุ่มลงในแสง แล้วสามารถสร้างภาพแบบไหนออกมาก็ได้ตามใจ...

ฉันเพิ่งได้รู้จักคุณลุงซึ่งเสียชีวิตไปก่อนฉันจะเกิดเสียอีก เป็นลูกคนโตสุดของคุณย่า ฉันก็รู้เพิ่มมาว่าคุณย่ามีลูกอีกคนที่ฉันไม่เคยได้ิยินชื่อหรือได้รู้จักเลย คุณพ่อก็ย้ำว่าพ่อเคยเล่าให้ฟังแล้ว แต่ฉันจำไม่ได้เอง...อืมม ไม่รู้สิ หรือฉันมันเป็นประเภทโลกส่วนตัวมากเกินไป ไม่ค่อยได้ใส่ใจรายละเอียดของญาติๆเท่าไหร่ คุณลุงบรรยายเป็นพ่อของพี่ที่ฉันเพิ่งจะไปงานแต่งงานเขามานี่ล่ะ คุณอาเล่าให้ฟังอีกทีวันนี้ว่าคุณลุงบรรยายชอบถ่ายรูปมาก รูปคุณย่าและรูปอื่นๆที่เห็นอยู่ทุกวันนี้ส่วนใหญ่ก็มาจากลุงเขานั่นแหละ

โอ้ว! จากใจจริง นี่ฉันเพิ่งรู้ว่ามีลุงอีกคน และเขาก็ชอบถ่ายรูปมากด้วย!

ขอให้ฉันและทุกคนจงตั้งใจสรรค์สร้างศิลปะการวาดภาพด้วยแสงต่อไป
แด่ความสวยงามทุกสิ่งบนโลกนี้...คนที่อยู่หลังกล้องนั่นล่ะรู้ดีที่สุด

Thanks: คุณพ่อและคุณแม่สำหรับกล้องทุกตัวค่ะ



เป็นเพราะเราแก่ลงหรือเปล่า
หรือเป็นเพราะเบื่อหน่ายกับชีวิตอันซ้ำซาก
หรือเพราะจิตใจอันละเอียดอ่อนของเราได้ถูกทำลายลงทีละน้อย
หรือเพราะขาดแรงบัลดาลใจ...

"เดี๋ยวนี้พี่เขียนกลอนเหมือนเมื่อก่อนไม่ได้แล้ว" - พี่นิต
"จะให้เขียนไดอารี่เหมือนเมื่อก่อน ก็เขียนไม่ได้แล้ว" - พี่ต่าย

คำพูดจากปากพี่สองคนจากชุมนุมร้องประสานเสียงอันเป็นที่รัก ทำให้น้องอย่างเราคิดว่าต้องเขียนอะไรบางอย่างระบายความรู้สึกที่มันอัดอั้นเสียหน่อย รู้สึกมาแล้วหลายเดือน

"ทำไมเดี๋ยวนี้เราร้องเพลงไม่ได้แล้ว"

มันจะไปยากอะไรใช่ไหม นักร้องก็ร้องตามโน้ตไปสิ ร้องเพี้ยนก็ถือเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับเราที่ไม่ได้เชี่ยวชาญทางเรื่องดนตรีและการฟังมากนัก
ตอนนี้มันไม่ได้รู้สึกอยากร้องเพลง พอๆกับที่ร้องเพลงแล้วไม่รู้สึกอะไรเลย...

เมื่อก่อนร้องเพลงเกี่ยวกับแม่น้ำ ก็เห็นสายน้ำ ร้องเพลงมหาลัยก็เห็นยอดโดม ร้องเพลงให้อาจารย์ปรีดีก็รู้สึกถึงอุดมการณ์อันแรงกล้าของชายผู้หนึ่ง เดี๋ยวนี้มันไม่รู้สึกแล้ว ฉันคิดว่าคงเป็นเพราะเราร้องเพลงพวกนี้มาเยอะแล้วหรือเปล่า แต่ไม่จริงหรอก เพราะแม้แต่เพลงใหม่ ที่เพิ่งซ้อมไป ฉันก็บอกได้ว่า "ฉันไม่รู้สึก"

ทำไมร้องเพลง close to you แล้วไม่รู้สึกถึงผู้หญิงคนหนึ่งที่ใจเปี่ยมไปด้วยความรัก
ทำไมร้องเพลง only time แล้วไม่รู้สึกถึงการเดินทางของเวลา
ทำไมร้องเพลง แสงส่องไทย ไม่รู้สึกถึงความศรัทธาและความเคารพ

นี่ฉันไม่รู้สึกอะไรกับเพลงแล้ว??


เคยไหมที่อยากทำอะไรที่เคยทำแต่ก็ทำไม่ได้แล้ว?

อะไรกันนะ ที่ทำให้ฉันร้องเพลง...





 

บทกวียามเช้า นั่งแต่งที่โต๊ะไม้ ริมหน้าต่าง หลังกินข้าวเช้า เมื่อแดดอุ่นๆส่องเข้ามาในขณะที่ดิฉันนั่งอ่านนิตยสาร A DAY...

เมื่อช้อนไม่มีซ้อมคู่
ประตูไม่มีหน้าต่าง
ดอกไม้ไม่มีถาดวาง
อ้างว้างอยู่ในแสงเทียน

พู่กันไม่มีหมึกวาด
กระดาษขาดคนขีดเขียน
ร้องกรองขาดคนร่ำเรียน
แปรเปลี่ยนไปตามเวลา

กลอนสองบทนี้มันออกมาเมื่อตอนที่ดิฉันคิดจะแต่ง Cantos (บทกวีสั้นๆสามบรรทัด) ที่เห็นใน A DAY หัวข้อในการส่งครั้งถัดไปคือ "เมื่อไม่มีเธอ" แต่พอจับปากกาเขียนไปสามคำแล้ว บรรทัดที่เหลือนี่ก็พรั่งพรูออกมา มีการแก้ไขนิดหน่อยภายหลัง จึงไม่ใช่ Free Writing ซะทีเดียว

รูป Tea for me วาดโดยใช้ Paint Brush แต่งอีกทีใช้ PS จริงๆชื่อไฟล์มันคือ Tea for two แต่ตอนนี้นั่งดิฉันกินน้ำชาอยู่คนเดียวหน้าคอม (แก้วแบบนั้นเลยแหละ) ก็เลยเปลี่ยนชื่อดีกว่า
Khapui -

 

 

 

 


อายุ 19 แล้ว เพิ่งจะเริ่มเล่นไวโอลินคงจะดูช้าไปมาก มันเป็นเครื่องดนตรีที่ดิฉันชอบมานานค่ะ แต่ว่าไม่มีโอกาสได้เล่นเสียที มัวแต่ไปเห็นอย่างอื่นว่าสำคัญกว่า

แต่ทุกสิ่งทุกอย่างมันก็ทำให้ดิฉันมานั่งพิมพ์อยู่ตรงนี้นี่แหละค่ะ

ดิฉันตัดสินใจไปที่ร้าน Frank Brothers ชั้น 26 ตึกชาญอิสระ (สีลม) กับพ่อและแม่ ฉันอยากให้ไวโอลินตัวแรกของฉันมีความหมาย มาจากร้านดีๆ และฉันจะจำมันไปตลอด

ร้านนี้ขายเครื่องสายโดยเฉพาะ เรื่องไวโอลินนั้นมีราคาตั้งแต่ 2000 จนถึงหลักหลายล้าน ดิฉันเลยไม่ห่วงว่าร้านนี้จะเฉพาะสำหรับคนกระเป๋าหนักๆเท่านั้น บรรยากาศในร้านก็ไม่ได้ตกแต่งอะไรเลิศหรู แต่ว่าก็ดูดี และสบาย ดิฉันไม่รู้สึกอึดอัดเลย ไม่รู้สึกว่าฉันจะต้องทำตัวยังไงดีเนี่ย

พนักงานที่เคาท์เตอร์ตรงประตูมาต้อนรับเรา ฉันบอกกับเขาว่าฉันอยากได้ไวโอลิน ฉันกำลังจะเริ่มเรียน พนักงานคนนี้เป็นคนเดียวกับที่รับโทรศัพท์ฉันแน่ๆ (ดิฉันโทรไปสองวันก่อนจะไปร้าน) ระหว่างที่คุยโทรศัพท์ดิฉันรู้สึกเหมือนว่าร้านนี้จะเหมือนร้านในเรื่อง The Piano Shop on the left bank หรือเปล่านะ ที่คนที่มาร้านจะต้องมีคนรู้จักแนะนำมา แต่คงไม่ขนาดนั้น ฉันนี่ชอบจิตนาการไปเอง เขาถามดิฉันว่าไม่เคยมาร้านนี้ก่อนหรอ? แล้วรู้จักร้านนี้ได้ยังไง? ดิฉันก็บอกไปว่ารู้มาจาก board ของ pantown ค่ะ

ฉันขอดูไวโอลินตัวที่ราคาไม่เกิน 10,000 ก็มีสองราคาคือ 5 พันกว่าๆ กับ 7 พันกว่าๆ ฉันอยากฟังเสียง แต่พนักงานเล่นไม่เป็น เราเลยต้องรอซักครู่ เขาบอกว่า "จะหาคนเล่นเป็นมาให้" พ่อฉันเริ่มถามเรื่องไม้ที่ทำ พนักงานคนนั้นก็ให้ความรู้ได้พอสมควร แต่หลังจากที่ "คนเล่นเป็น" มา เราก็ได้เริ่มบทสนทนาและการเลือกไวโอลินร่วม 4 ชั่วโมง ณ ร้าน Frank Brothers

"คนเล่นเป็น" คนนั้นคือผู้จัดการร้าน (คุณไก่) จริงๆแล้วเขาได้เล่นไวโอลินมาก่อน เขาเล่นทรัมเป็ตต่างหาก แต่เพิ่งจะมาหัดเล่นไวโอลิน และเขาก็พอจะเล่นเป็นเพลงได้ ที่ว่าบทสนทนาและการเลือกไวโอลินร่วม 4 ชั่วโมงนั้น ดิฉันคงจะไม่เล่าละเอียด ไม่งั้นวันนี้คงพิมพ์ไม่จบแน่

คุณไก่เริ่มอธิบายตั้งแต่วิธีการทำไวโอลินเลยล่ะ โดยมีให้ดูตั้งแต่ไม้ก่อนที่จะนำมาทำไวโอลิน ไม้ท่อนนั้นราคาร่วมสองหมื่นบาท ยังทำได้แค่แผ่นหลังของไวโอลินเท่านั้น ! กรรมวิธีกว่าจะได้ไวโอลินมา มันช่างนานเหลือเกิน แค่ไม้ที่ตัดแล้วยังต้องทิ้งไว้ตั้ง 30-40 ปี! แล้วเรื่องของสีที่ทาถ้าเป็นสี่ที่ผสมน้ำมันละก็ ช่างดีๆเขามีกรรมวิธีกันถึง 1 ปีทีเดียว

ไวโอลินแต่ละตัวยังไงก็ไม่เหมือนกัน ไม่ต้องพูดถึงเรื่องเสียง แค่ลายไม้ก็ไม่เหมือนกันแล้ว ฉันยังนึกอยู่ว่าฉันจะเคยได้ยินเสียงไวโอลินจริงๆไหม เพราะว่าไวโอลินตัวเดียวกัน ใช้คันชักคนละอันเสียงก็ไม่เหมือนกันแล้ว!

คุณไก่ทั้งสีสายเปล่าทั้งเล่นเพลงง่ายๆให้ฉันฟัง เพื่อให้เลือกไวโอลิน ถ้ามีลูกค้าคนไหนที่เล่นไวโอลินเก่งๆเข้ามา เขาก็จะขอให้ลูกค้าเล่นให้ดู วันนั้นดิฉันฟังไวโอลินตั้งแต่ตัว 2 พัน ยังตัว 8 แสนเลยละค่ะ

คุณไก่แนะนำตัวละ 5 หมื่นปลายๆให้ฉัน ซึ่งตัวนั้นเป็นแบบตระกูล Stradivari ตกแต่งแบบ Antique ช่างที่ทำก็เก่งแหะ ทำให้มันมีรอยเหมือนเป็นของเก่าได้อย่างสวยงาม ดิฉันนั่งคิดอยู่นานเลยละค่ะ ระหว่างฟังเขาเล่นไวโอลินตัวโน้นตัวนี้ให้ฟัง ฉันได้ลองถือไวโอลินหลายตัวเหมือนกัน แต่มีตัวนั้นตัวเดียวนี่อยู่ดีๆก็นั่งกอดมัน

นอกจากจะเลือกไวโอลินแล้ว คันชักก็สำคัญไม่แพ้กัน เขาเลือกคันชักอันที่ถูกที่สุดของดีที่สุดในร้านมาให้ ต่อจากนั้นฉันก็ต้องเลือกระหว่างคันชักสองอัน แม้จะเป็นแบบเดียวกันแต่เสียงที่ออกมาก็ต่างกัน แล้วฉันก็เลือกอันที่เล่นแล้วเสียงนุ่มกว่า อีกอันจะให้เสียงดังกังวาล

accessories อย่างอื่นก็ยังมี กล่องเก็บ ที่รองบ่า ยางสน และ tuner ทุกอย่างร้านนี้เขาใส่ใจเลือกให้ อธิบายวิธีดูอะไรทุกอย่าง เขาไม่ได้โน้มนาวให้ฉันเลือกแบบนี้ๆ เขาให้ดู แนะนำ อธิบาย ที่เหลือฉันมั่นใจว่าฉันมีส่วนตัดสินใจเยอะ

คุณไก่บอกว่าร้านนี้ทุกคนเหมือนพี่น้องกัน ฉันเชื่อเลยแหละ มีน้องคนหนึ่งที่เขามาซื้อของ เขาเล่นไวโอลินเพื่อให้ฉันฟังเสียงเปรียบเทียบด้วย เขาบอกกับคุณไก่ พร้อมหัวเราะว่า ไม่เล่นแล้วค่ะ มาร้านนี้ทีไรอยู่นานทุกที นอกจากนี้ฉันยังได้รู้ที่มาของคำว่า Frank ตอนแรกฉันนึกว่าเป็นร้านของเยอรมัน แต่ว่าจริงๆแล้วเป็นร้านคนไทยนั่นแหละ Frank คือแปลว่าตรงไปตรงมา หมายถึงเขาค้าขายแบบซื่อตรงนั่นเอง ร้านนี้มีสาขาที่สิงคโปร์ด้วย ซึ่งน้องชายเขาดูแลอยู่

สุดท้ายแล้วดิฉันก็ได้ไวโอลินตัวที่กอดไว้นั่นแหละค่ะ แม่บอกว่าถ้าจะเลิกเล่นเมื่อไหร่ให้นึกถึงวันนี้ไว้ ว่าคุณไก่ช่วยเหลือเราขนาดไหน ไม่ว่าจะแนะนำของ นั่งอธิบายโน้นนี่ เรื่องราคา (ขอสงวนเรื่องนี้ไว้นะคะ) ที่ร้านจะช่วยหาครูสอนให้อีกด้วย !

Thanks : คุณพ่อ คุณแม่ คุณไก่ คุณชาญชัย (พนักงานร้าน) แม่บ้าน (ที่เอาน้ำมาให้) โอม (สำหรับการช่วยเหลือเรื่องดนตรีทุกเรื่อง)


Blog EntryPreservation Hall Jazz band from New OrleansNov 13, '07 11:22 AM
for everyone

ตอนแรกว่าจะไปดูคอนเสิร์ต Harp แต่ไฉนโชคชะตาพาฉันมาดู Jazz ได้ล่ะนี่!

Big Band นี้มาจาก New Orlean, Louisiana เล่น Jazz แบบนิวออร์ลีนให้เราได้ฟังกันสดๆ โดยไม่มี Intermission ที่หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ตอนแรกดิฉันก็คิดว่าโอ้วดนตรีแบบนี้เล่นในหอประชุมใหญ่ มันไม่เหมาะเลย เราต้องได้นั่งอยู่กับที่แน่ๆเลย แต่ว่าที่ไหนได้ มันมีช่วงที่เขาให้เรา Get up to dance! แหม! นึกว่าจะไม่ให้ลุกขึ้นมา dance ซะแล้ว

จริงๆแล้วตอนนั่งอยู่เนี่ยดิฉันก็ขยับหัว ขยับตัว ขยับเท้าไปมาอยู่เหมือนกัน แต่มันก็ไม่สนุกเท่าได้ลุกขึ้นมาหรอก ;-)

ถ้าให้เปรียบวงทั้งวงเป็นผู้ชายคนหนึ่ง ณ จุดๆนั้นฉันอยากบอกว่าผู้ชายคนนี้เป็นผู้ชายที่มีเสน่ห์ เซ็กซี่ ขี้เล่นมากๆ มือกลองรับเชิญเล่น Solo จนให้ฉันเขิน Double Bass Solo ทำให้หัวใจฉันเต้นรัว Piano Solo ตอน Introduction ของเพลงที่สาม ทำให้หัวใจฉันหวั่นไหว ขณะที่นั่งฟังเพลงไปตาฉันก็เยิ้มมองวงดนตรีเล่นประหนึ่งว่าชายผู้นั้นนั่งอยู่ตรงหน้าฉัน ฉันนึกอยากจะได้ dress สั้นชุดดำมาใส่ Cocktail ซักแก้วแล้วก็คนที่จะมาโยกไปกับจังหวะดนตรีกับเราซักคน

เป็นคอนเสิร์ตที่ชุ่มช่ำใจ และมีความสุขมาก แม้จะต้อง dance อยู่คนเดียว เพราะพี่ที่มาดูด้วยเข้ามาสายเพราะต้องรอเพื่อน แล้วเขาก็ไปนั่งดูอยู่ชั้นหนึ่งกัน มีดิฉันอยู่ชั้นสามคนเดียว แต่ก็เอาเถอะ เราไม่ได้รู้สึกโดดเดี่ยวเลยนะ เพราะดนตรีอยู่กับเรา

พี่เดียร์เคยเล่าให้ฟังว่าครูฝนบอกว่าดนตรีเป็น Time Art คือ ผ่านแล้วผ่านเลย เป็นศิลปะที่จะหายไปเมื่อเวลาผ่านไป ไม่เหมือนภาพวาดที่เราเก็บไว้ดูได้ โน้ตที่นักดนตรีเล่นเมื่อวินาทีที่แล้ว เราก็จะไม่ได้ยินอีกแล้วในวินาทีต่อไป เพลงที่เราฟังจาก MP3 หรือ Audio CD ก็ไม่ใช่เสียงดนตรีที่เขาเล่นจริงๆ เพราะฉะนั้นถ้ามีโอกาสได้ฟังสดๆ ให้ไปฟังเสียเถิด ไปซึมซับเสียงเงียบระหว่างตัวโน้ตที่ทำให้เกิดเสียงดนตรีอันเป็นศิลปะที่เราไม่สามารถเก็บไว้ที่ใดได้นอกจากความทรงจำของเรา...

ประทับใจคอนเสิร์ตครั้งที่มากๆในรอบสองปี เพลงหลายเพลงที่เขาเล่นดิฉันก็ไม่รู้จักชื่อเพลง เขาไมได้เล่นแต่เพลงสนุกๆอย่างเดียวหรอก เพลงซึ้งๆก็มี นอกจากนี้ยังปิดท้ายด้วยเพลง When the saints go marching in และเพลงเกิดเป็นเพลงไทยตายเพื่อไทย พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็กพระเจ้าอยู่หัว

Thanks : ครูเต้ พี่นิต พี่จั๊ม เจ๊บอล

Preservation Hall Jazz Band, New Orleans : http://www.preservationhall.com/


Blog Entry10 กิจกรรม ทำช้าๆNov 8, '07 11:26 PM
for everyone

เมื่อเช้าเพิ่งอ่าน Marie Claire ฉบับเดือนพฤศจิกายนมา มีหัวข้อเล็กๆที่อยากนำมาให้ทุกคนอ่าน

คาดว่าน่าจะมีคนที่เหมือนดิฉันอีกหลายคนเลยล่ะ ที่ทำอะไรอย่างเร็วๆโดยไม่รู้ตัว ดิฉันเป็นคนเดินเร็ว มีคนทักหลายคนแล้ว แต่รู้ไหมเวลาเจอคนที่เดินเร็วในจังหวะเดียวกันอะ มันทำให้การเดินในมหาวิทยาลัยสนุกขึ้นเยอะเลย! 55 ก็เพราะปกติเดินคนเดียวบ่อยนะสิ

เอาล่ะ ดิฉันจะลอกสิ่งที่เขียนใน Marie Claire มาไว้ ณ ที่นี้ละนะ Slow Down เพื่อความบาลานซ์ของชีวิต

10 กิจกรรมทำช้าๆ

  1. หายใจช้าๆลึกๆยาวๆ หมั่นสังเกตลมหายใจด้วยล่ะ << บางครั้งดิฉันทำอะไร พอมีสตินึกขึ้นได้อีกทีก็อ้าว...เราลืมหายใจหรือเปล่า o_O"
  2. เปลี่ยนการออกกำลังกายแบบเร็วๆ มาเป็นฝึกยืดตัวแบบโยคะ << เคยฝึกอยู่พักหนึ่งค่ะชอบมาก แนะนำให้เป็นโยคะร้อน ในห้องที่มีอากาศถ่ายเท มีกลิ่นต้มสมุนไพรด้วยจะดีมากเลย
  3. เปลี่ยนจากอาหารฟาสฟู้ดหรือตามสั่งมาทำอาหารกินเองบ้าง << กลับจากหอมาบ้านทีไรจะดีใจมากที่ได้ทานอาหารฝีมือคุณแม่ และบ้างครั้งเราก็มีโอกาศได้ทำกินเอง
  4. ปลูกต้นไม้ ปลูกผัก (ปลูกรักด้วยก็ได้) << แนะนำว่าถ้าไมได้ปลูกต้นไม้ ก็ให้นั่งมองต้นไม้ รับลมเย็นๆ นั่งดูพระอาทิตย์ตกอะไรแบบนี้ เป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติอะค่ะ ....ส่วนปลูกรักเนี่ยก็พากันไปนั่งดูพระอาทิตย์ตกด้วยกันสิคะ ;)
  5. เดินทางโดยรถไฟแทนเครื่องบิน และใช้ทางธรรมดาแทนทางด่วน << ชีวิตในมหาวิทยาลัยก็เปลี่ยนเป็นการเดินแทนใช้รถบริการของมหาลัยสิ ได้เห็นอะไรเยอะเลย เดินจากบ้านไปซื้อของที่ร้านอะไรแบบนี้ด้วย อะไรที่ไม่ไกลมาก ก็เดินเอา ปล.เพื่อนดิฉันเคยเดินตั้งแต่สนามหลวงจนถึงสยามแนะค่ะ !
  6. คิดช้าๆ ตัดสินใจช้าๆ ใครเร่งก็ไม่ต้องรีบ (โดยเฉพาะตอนช้อปปิ้ง) << อันนี้แน่นอน ใครไปช้อปปิ้งกับดิฉันนี่คงจะต้องเดินวนตามนานหน่อย เว้นเสียแต่ว่าของชิ้นนั้นได้รับการตัดสินใจอย่างถี่ถ้วนมาก่อนหน้านั้นแล้ว หรือว่าเป็นของหายาก
  7. อ่านบทกวี หรืออ่านหนังสือที่มีอะไรให้คิดตามช้าๆ บ้าง << อันนี้ทำแล้วมีความสุขที่สุด :-)
  8. เวลาคิดถึงใครก็เขียนจดหมายหรือส่งโปสการ์ดไปแทนการใช้โทรศัพท์หรืออีเมล << มันไม่ทันใจอะ T^T
  9. อย่าตกหลุมรักใครเร็วนัก มีความรักแบบช้าๆ << ดิฉันว่าอันนี้มันคือการค่อยๆศึกษากันและกันมากกว่า
  10. มีเซ็กซ์ช้าๆ ไม่ต้องรีบ << ยังไม่รู้ 555

ลองเอาไปทำกันดู >.< ถึงจะเป็นความสงบแค่ระยะเวลาไม่นาน แต่ก็สุขใจนะที่ได้ทำอะไรช้าๆบ้าง เพราะสิ่งที่เขาเขียนในนี้ ส่วนใหญ่ดิฉันก็เคยลองทำมาแล้ว (หนึ่งในนั้นยังไม่มีข้อสิบนะคะ 555) รู้สึกว่าสงบได้ช่วงใหญ่เลยละ แม้บ้างครั้งก็จะกลับมากระวนกระวายเหมือนเดิม...แต่ที่สำคัญก็คือ ทั้งสิบข้อนี้เป็นเรื่องของการ slowdown เพราะฉะนั้นอย่าคาดหวังให้ได้ผลเร็ว มันก็ต้อง slowdown ไปเหมือนกัน

ทุกกิจกรรมคือการทำอย่างมีสตินั่นเอง :)

 


© 2008 Multiply, Inc.    About · Blog · Terms · Privacy · Corp Info · Contact Us · Help